INTERNATIONAL TRAVEL

15 แลนด์มาร์กตุรกี ดีต่อใจ ไปกี่ครั้งก็ยังฟินฟิน

15 แลนด์มาร์กตุรกี ดีต่อใจ ไปกี่ครั้งก็ยังฟินฟิน

 

นักท่องเที่ยวทั้งหลายที่หวังจะเดินทางในช่วงที่หลายประเทศยังไม่เปิดประเทศนี้ รู้หรือไม่ว่าสามารถเดินทาง
และจองตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวตุรกีกันได้แล้ว เพราะไปถึงก็เที่ยวได้เลยไม่ต้องกักตัว แถมยังเป็นประเทศที่ยังคงฟรีวีซ่า (Free-Visa)
อีกทั้งตุรกี (Turkey)  เป็นประเทศในฝันที่นักท่องเที่ยวหลายคนใฝ่ฝันถึง เพราะมีหลายสิ่งสุดมหัศจรรย์ให้ค้นหา
ทั้งปล่องไฟนางฟ้า (Fairy Chimneys) ที่ต้องขึ้นบอลลูนขึ้นชมเท่านั้นถึงจะได้ฟิล “ดินแดนสองทวีป”
แห่งนี้ยังมีเมืองใต้ดินให้สำรวจมากมายหลายแห่ง มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายทั้งฝั่งยุโรปและฝั่งเอเซียให้ได้เยี่ยมชม

สำหรับคนที่สนใจจะหาที่เที่ยวเปิดประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ เรามี “15 แลนด์มาร์กตุรกี ดีต่อใจ ไปกี่ครั้งก็ยังฟินฟิน” มาฝากกัน
แต่ก่อนจะไปจองตั๋วเครื่องบินไปตุรกี และแพลนไปเที่ยวตุรกี ควรที่จะไปเช็คมาตรการเดินทางต่างประเทศกันก่อน
ได้ที่ > https://www.traveloka.com/th-th/flight/safe-travel

ทางไปจองตั๋วเครื่องบินไปตุรกี กับTraveloka > https://www.traveloka.com/th-th/flight/to/Istanbul.IST

ทางไปจองตั๋วเครื่องบินเตอร์กิชแอร์ไลน์ (Turkish Airlines) กับ Traveloka > https://www.traveloka.com/th-th/flight/airline/turkish-airlines


 

1.เมืองปามุกกาเล (Pamukkale)

15 แลนด์มาร์กตุรกี
15 แลนด์มาร์กตุรกี 

เมืองปามุกกาเล ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของตุรกี ตั้งอยู่ทางตะวันตกฉียงใต้ของตุรกี อยู่ในเขตจังหวัดเดนิซลี(Denizli)
เป็นที่ตั้งของแอ่งน้ำแร่ปามุกกาเลที่สวยงามแปลกตา จนได้รับฉายาว่า “ปราสาทปุยฝ้าย” (Cotton Castle)
มีลักษณะเป็นแอ่ง เป็นชั้นลดหลั่นกันไปตามภูมิประเทศ เกิดจากธารน้ำแร่ร้อนใต้ดิน  ไหลรินลงมาจากภูเขาคาลดากึ (Kaldaku Mountain)
เมื่อเย็นตัวลงเกิดการตกผลึกของหินปูนสีขาว เป็นประดิมากรรมทางธรรมชาติที่สวยงามแปลกตาราวกับอยู่ในเทพนิยาย
นอกจากนี้ยังมีความเชื่อว่าน้ำแร่ที่นี่มีสรรพคุณรักษาโรคต่างๆ ปามุกกาเลยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี 1988
ร่วมกับเมืองโบราณเฮียราโพลิสจากองค์การยูเนสโก

 


2.เมืองโบราณเฮียราโพลิส (Hierapolis)

 

15 แลนด์มาร์กตุรกี
15 แลนด์มาร์กตุรกี 

“เฮียราโพลิส” มีหมายความว่า เมืองแห่งความศักสิทธิ์ เป็นเมืองโบราณอายุเก่าแก่ราว 2,200 ปี
ก่อตั้งโดยราชาแห่งเพอร์กามอนราว 200 ปีก่อนคริสตกาล เพื่อเป็นเมืองแห่งสปาสำหรับผู้รักสุขภาพ
ตั้งอยู่บนยอดเขาปามุกคาเล (Pamukkale Mountain) บริเวณทางเข้าเมืองโบราณมีสุสานขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “เนโครโพลิส” (Necropolis)
ที่มีความยาวถึง 2 กิโลเมตร อีกจุดที่น่าสนใจ คือ “โรงละครโรมัน” (Roman Theatre)
ที่สร้างโดยการสกัดเข้าไปในไหล่เขา เพื่อทำเป็นอัฒจันทร์ที่จุคนได้มากกว่าหมื่นคน
เมืองแห่งนี้ยังมี “พิพิธภัณฑ์เฮียราโพลิส” (Hierapolis Mesuem) ซึ่งอดีตคือโรงอาบน้ำกลางแจ้งที่ใหญ่ที่สุดของเมือง
ไม่ไกลกันมีสระน้ำโบราณ ที่มีน้ำสีฟ้าใสจนมองเห็นซากโบราณที่จมอยู่ใต้น้ำได้


3.มหาวิหารฮาเกียโซเฟีย (Hagia Sophia)

15 แลนด์มาร์กตุรกี
15 แลนด์มาร์กตุรกี

“โบสถ์ฮาเยียโซเฟีย” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พิพิธภัณฑ์อะยาโซเฟีย” (Ayasofya Museum) ตั้งอยู่ที่เมืองอิสตันบูล (Istanbul)
ได้รับการยกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นมหาวิหารของศาสนาคริสตร์นิกายออร์โธดอกส์
โดยจักรพรรดิจัสติเนียนแห่งจักรวรรดิไบแซนไทน์ ซึ่งนับเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกในเวลานั้น
จุดเด่นคือเป็นโบสถ์โบราณที่มีหลังคาเป็นรูปทรงโดมขนาดใหญ่อยู่กลางวิหาร
ตกแต่งอย่างอลังการด้วยกระจกหลากสีสันและเสาหินอ่อนขนาดใหญ่  กาลเวลาผ่านมาเกือบพันปี
โบสถ์แห่งนี้ถูกเปลี่ยนจากโบสถ์คริสต์ให้เป็นมัสยิดหลวงของศาสนาอิสลามในปี 1453
ก่อนจะกลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างที่เห็นในปัจจุบันโดยรัฐบาลตุรกี


 

4.เมืองคัปปาโดเกีย (Cappadocia)  

15 แลนด์มาร์กตุรกี
15 แลนด์มาร์กตุรกี 

คัปปาโดเกีย ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของตุรกี อยู่ระหว่างทะเลดำ (Black Sea)
กับภูเขาเทารุส (Taurus Mountain) เป็นดินแดนที่มีความสำคัญและเป็นแหล่งอารยธรรมที่มีมาแต่โบราณ
เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม เส้นทางค้าขายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ทอดยาวจากตุรกีไปถึงประเทศจีน
จุดเด่นของนครแห่งนี้คือ เป็นพื้นที่พิเศษที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อประมาณ 3 ล้านปีมาแล้ว เต็มไปด้วยยอดภูเขาไฟและหินทูฟา
มีรูปทรงแปลกตา ทั้งรูปแท่งกรวย ปล่อง กระโจม เห็ด และโดม จนเกิดเป็นชื่อที่เรียกขานกันว่า  “ปล่องไฟนางฟ้า” (Fairy Chimney)
และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกเมื่อปี 1985 ไฮไลท์ห้ามพลาดคือ
การขึ้นบอลลูนชมความงดงามของแหล่งหินรูปร่างแปลกตามากมายที่เป็นเอกลักษณ์ของคัปปาโดเกียจากมุมสูง


 

5.นครใต้ดินไคมัคลี (Kaymakli Underground City)

15 แลนด์มาร์กตุรกี

นครใต้ดินไคมัคลี แห่งเมืองคัปปาโดเกีย ถือเป็นเมืองใต้ดินโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้
เพราะที่เมืองใต้ดินแห่งนี้ขุดลึกลงไปถึง 10 ชั้น
ประมาณ 90 เมตร เมืองใต้ดินโบราณแห่งนี้สร้างมากว่า 5,000 ปี ก่อนคริสตกาลในยุคฮิตไตต์
เพื่อใช้เป็นที่หลบภัยจากข้าศึกศัตรูในยามสงคราม ภายในเมืองใต้ดินมีพื้นที่กว้างขวางและอากาศถ่ายเทสะดวก
แบ่งซอยเป็นห้องย่อยมีครบ ทั้งห้องนอน ห้องน้ำ ห้องอาหาร ห้องประชุม คอกสัตว์ โบสถ์ บ่อน้ำ บางห้องเป็นห้องโถงกว้าง
ว่ากันว่าสามารถจุคนได้มากกว่า 30,000 คน เก็บไวน์ หลุมฝังศพ โบสถ์ และโรงเรียน
เรียกว่าภายในนครใต้ดินแห่งนี้มีครบทุกอย่างที่พร้อมสำหรับการดำรงชีวิต ทุกห้องของแต่ละชั้นเชื่อมต่อถึงกัน
โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้เพียง 4 ชั้นเท่านั้น


 

6.นครโบราณเดอรินกูยู (Derinkuyu Underground City)

15 แลนด์มาร์กตุรกี
15 แลนด์มาร์กตุรกี 

อีกหนึ่งนครใต้ดินที่ถูกค้นพบโดยบังเอิญในปี 1960 จากการทุบผนังบ้านเพื่อต่อเติมของชาวตุรกีรายหนึ่ง
จากการสำรวจพบว่าเป็นเมืองใต้ดินที่ถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์ มีความยาวประมาณ 8 กิโลเมตร เพื่อจะนำไปสู่เมืองใต้ดินไคมัคลี

ประกอบไปด้วย ห้องพัก ร้านค้า ห้องเก็บไวน์ ห้องเรียน ห้องสาธารณะ โบสถ์ ที่เก็บน้ำ
พื้นที่สำหรับพิธีการทางศพและคอกม้า อีกทั้งมีช่องระบายอากาศไม่ต่ำกว่า 15,000 ช่อง
และมีช่องสำหรับถ่ายเทและการไหลเวียนองตะเกียงน้ำมันให้แสงสว่างสามารถรองรับผู้อยู่อาศัยได้ถึง 20,000 คน
นครโบราณแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่สร้างขึ้นเพื่อหลบภัย  เนื่องจากทางลงแต่ละชั้นจะมีประตูหินขนาดใหญ่ที่ปิดได้ด้วยคนคนเดียวขว้างอยู่
ที่ประตูยังมีรู ให้มองเห็นว่ามีอะไรอยู่ที่อีกฝั่งของประตู

 


 7.พระราชวังทอปกาปี (Topkapi Palace)


พระราชวังทอปกาปี หรือพิพิธภัณฑ์พระราชวังทอปกาปี (Topkapı Palace Museum) มีประวัติความเป็นมาเกือบ 600 ปี
สร้างขึ้นเพื่อเป็นวังหลวงในสมัยอาณาจักรออตโตมันเมื่อปี 1459
ในสมัยของสุลต่านเมห์เหมดที่ 2 (Sultan Mehmed II) แห่งจักรวรรดิออตโตมัน
ปัจจุบันเป็นที่จัดแสดงสมบัติของสุลต่านในสมัยต่างๆ ในยุคสมัยออตโตมัน พระราชวังแห่งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ประวัติศาสตร์ของอิสตันบูล
มีชื่อเสียงในเรื่องของการเป็นจุดชมวิว สามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของอ่าวโกลเด้นฮอร์น (Golden Horn)
ซึ่งเป็นอ่าวธรรมชาติของอิสตันบูล รวมถึงมองเห็นช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus Strait)
และทะเลมาร์มารา (Marmara Sea) ได้อย่างชัดเจนรอบด้าน

 


8.สวนกุหลาบกึลฮาเน (Gulhane Park)


“กึลฮาเน”  ในภาษาตุรมีความหมายว่า “บ้านสวนกุหลาบ” (House of Roses Park) เป็นสวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุด
และเป็นหนึ่งในสวนสาธารณะที่กว้างขวางที่สุด ตั้งอยู่ในย่านเอมีโนนู (Eminonu) ของนครอีสตันบูล
โดยทางเข้าด้านใต้ของสวนสาธารณะเป็นหนึ่งในประตูขนาดใหญ่ของพระราชวังทอปกาปี (Topkapı Palace)
เดิมทีเป็นสวนที่ตั้งอยู่ด้านนอกของพระราชวัง ต่อมาในปี 1912 ได้เปิดเป็นสวนสาธารณะ ให้ประชาชนได้มาพักผ่อนหย่อนใจ
พื้นที่บางส่วนถูกปรับปรุงเป็น ศูนย์กลางทางวัฒนธรรม ห้องสมุด และห้องโถงนิทรรศการ
และทางด้านตะวันตกของสวนยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในศาสนาอิสลาม (Museum of The History of Science and Technology in Islam) อีกด้วย


9. จัตุรัสสุลต่านอาห์เมต (Sultanahmet Square)



จัตุรัสสุลต่านอาห์เมต หรือ ฮิปโปโดรมแห่งกรุงคอนสแตนติโนเปิล (Hippodrome of Constantinople)
หรือเรียกสั้นๆว่า “ฮิปโปโดรม” (Hippodrome) เป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของนครอิสตันบูล
ในอดีตเคยเป็นศูนย์กลางทางการเมืองของกรุงคอนสแตนติโนเปิล ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิไบแซนไทน์
ปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมโบราณวัตถุ และอนุสรณ์สถานที่ยังคงเก็บรักษาไว้ในบริเวณจัตุรัสแห่งนี้ ได้แก่ “เสางู”
(Serpent Column) เป็นเสาบรอนซ์แกะสลักเป็นรูปงู 3 ตัวเกี่ยวกระหวัดกัน “น้ำพุเยอรมัน” (German Fountain)
ศาลาสไตล์น้ำพุในทางเหนือสุดฮิปโปโดรม  และ “เสาโอเบลิสก์ของธีโอโดซีอุส” (Obelisk of Theodosius)
และ “เสาโอเบลิสก์วอลล์” (Walled Obelisk) เสาโอเบลิสก์แห่งกษัตริย์เธโอโดเซียส


 10.มัสยิดสุลต่านอาห์เมต (Sultan Ahmet Mosque)


 

มัสยิดสุลต่านอาห์เมต หรือ มัสยิดสีน้ำเงิน (Blue Mosque) เป็นมัสยิดที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของอิสตันบูล สร้างขึ้นระหว่างปี 1609 – 1616 โดยสุลต่านอาห์เมตที่ 1 (Sultan Ahmed I)
มัสยิดถูกออกแบบให้มีขนาดใหญ่และสง่างาม ประกอบไปด้วย 5 โดมหลัก 8 โดมรอง และ 6 หอคอยรูปดินสอ ถือเป็น1 ใน 3 มัสยิดในประเทศตุรกี
ที่มี 6 หอคอย ภายในประดับด้วยกระเบื้องสีฟ้าที่ผนังมากกว่า 20,000 ชิ้น ออกแบบเป็นลวดลายมากกว่า 50 แบบ
และหน้าต่างกระจกสีมากกว่า 200 บาน พร้อมด้วยโคมไฟระย้าจำนวนมาก ในช่วงกลางคืนจะมีการเปิดไฟที่ประดับประดามัสยิด
และน้ำพุที่ตั้งอยู่ภายในอุทยานโบราณคดีสีน้ำเงิน (Blue Archaeological Park) ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมกัน


 

11.พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิสลามและตุรกี (Turkish and Islamic Arts Museum)


พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิสลามและตุรกี ตั้งอยู่ในบริเวณของ “จัตุรัสสุลต่านอาห์เมต” (Sultanahmet Square)
อาคารพิพิธภัณฑ์หลังนี้สร้างขึ้นในปี 1524 และเคยเป็นที่พำนักของ “ปาร์กาลึ อีบราฮิม พาชา” (Pargali Ibrahim Pasha)
อัครมหาเสนาบดีแห่งอาณาจักรออตโตมัน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงเกี่ยวกับการประดิษฐ์ตัวอักษรอิสลาม
และบอกเล่าประวัติศาสตร์ผ่านโบราณวัตถุได้แก่ หนังสือโบราณเล่มใหญ่ กระเบื้อง พรมสีสันลวดลายงดงาม
และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่บริเวณดาดฟ้าของพิพิธภัณฑ์ยังมีสวนเล็กๆ ให้นั่งพักผ่อน
และชมวิวของจัตุรัสสุลต่านอาห์เมต (Sultanahmet Square) อย่างเต็มตาสุดประทับใจ
 


12.อนาโดลูคาวากี (Anadolu Kavagı)


“อนาโดลูคาวากี” เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ บนอ่าวมาคาร์ (Macar Bay)
ที่ชายฝั่งริมทะเลเรียงรายไปด้วยบ้านไม้สีสันสดใส บริเวณท่าเรือเต็มไปด้วยร้านอาหารตุรกีหลากหลายให้เลือกชิม
ที่นี่ยังเป็นจุดหมายปลายทางของการล่องเรือชมช่องแคบบอสฟอรัส (Bosphorus Cruise)
และเดินทางไปยังเยี่ยมชมปราสาทโยรอส (Yoros Castle) ซากปราสาทในช่วงจักรวรรดิไบแซนไทน์
ทำหน้าที่เป็นป้อมปราการ ในช่วงทศวรรษที่ 13 – 17  บนเนินเขาโจชัว (Joshua Hill) อันเป็นที่ตั้งของปราสาท
มีร้านอาหารและคาเฟ่อยู่ริมเชิงหน้าผา ให้นั่งชิลกับวิวสวยๆ ของช่องแคบบอสฟอรัสที่บรรจบกับทะเลดำอีกด้วย


13.ตลาดแกรนด์บาซาร์ (Grand Bazaar)


ตลาดแกรนด์บาซาร์ ตั้งอยู่ในนครอีสตันบูล เป็นตลาดในร่มที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีอายุเก่าแก่กว่า 1,500 ปี ก่อตั้งเมื่อปี 1461 โดยสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 แห่งจักรวรรดิออตโตมัน (Fatih Sultan Mehmet) เพื่อเป็นแหล่งซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าในเส้นทางสายไหม จากกรุงคอนสแตนติโนเปิลไปยังประเทศจีน ตลาดแห่งนี้มีตรอกซอกซอยแยกย่อยถึง 60 ซอย มีทางเข้าออกตลาดถึง 21 ทาง มีร้านค้ากว่า 3,000 ร้าน ให้เดินช้อป มีตั้งแต่พรมเปอร์เซีย เครื่องเงิน ไข่มุก เครื่องทองเหลือง เครื่องปั้นดินเผา เสื้อผ้า ของโบราณ ของตกแต่งบ้าน งานหัตถกรรม และเครื่องเทศให้เลือกซื้อ  ภายในตลาดยังประกอบไปด้วย มัสยิด 2 แห่ง ลานน้ำพุ 4 แห่ง โรงอาบน้ำหรือฮามัม 2 แห่ง รวมทั้งร้านกาแฟและร้านอาหารอีกเพียบ


14.พระราชวังโดลมาบาเช (Dolmabahce Palace)


พระราชวังโดลมาบาเช ตั้งอยู่ริมชายฝั่งทะเลมาร์มารา ในช่องแคบบอสฟอรัสบนฝั่งทวีปยุโรป
ในเขตเบซิคตัส (Besiktas) ของนครอีสตันบูล สร้างขึ้นเมื่อปี 1843 โดยสุลต่านอับดุลเมจิดที่ 1 (Sultan Abdulmecid I)
เพื่อเป็นพระราชวังหลัก โดยใช้เวลาสร้างถึง 30 ปี เป็นสถาปัตยกรรมศิลปะแบบตะวันออกผสมผสานตะวันตก
สร้างด้วยหินอ่อน ตัวอาคารยาวถึง 600 เมตร ประดับตกแต่งสุดหรูหรา ทั้งโคมไฟแชนเดอเลียร์ทำจากแก้วคริสตัลขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
และพรมทอมือผืนเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไฮไลท์คือ ห้องที่วีรบุรุษแห่งชาติ “มุสตาฟา เคมัล อตาเติร์ก” (Mustafa Kemal Ataturk)
ประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐตุรกี ได้นอนเสียชีวิตบนเตียงที่มีธงชาติตุรกีคลุมอยู่
พร้อมนาฬิกาตั้งบอกเวลาเสียชีวิตคือ 09:06 น. เมื่อ 70 ปีมาแล้ว


 

15.โบสถ์ฮาเกียไอรีน (Hagia Irene)


โบสถ์ฮาเกียไอรีน หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เซนต์ไอรีน” (Saint Irene) ตั้งอยู่ในลานด้านนอกของพระราชวังโทพคาปี (Topkapı Palace)
เป็นโบสถ์กรีกออร์โธดอกซ์ตะวันออกแห่งแรกในกรุงคอนสแตนติโนเปิล และยังเป็นหนึ่งในไม่กี่โบสถ์ในนครอีสตันบูล
ที่ยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นมัสยิด เพราะถูกใช้เป็นคลังอาวุธและคลังอุปกรณ์ทางทหาร จนกระทั่งถึงปี  1726
โบสถ์ถูกเปลี่ยนเป็น “พิพิธภัณฑ์ทหารแห่งชาติ” และต่อมาในปี 1826 โบสถ์ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์โบราณ
และถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ทางทหารอีกครั้ง ระหว่างปี 1908 – 1978 ปัจจุบันเป็นสถานที่จัดแสดงดนตรีคลาสสิก
และเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลดนตรีนานาชาติอิสตันบูล (Istanbul International Music Festival)
ในทุกฤดูร้อนของทุกๆ ปี นับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา

 


 

15 แลนด์มาร์กตุรกี ดีต่อใจ ไปกี่ครั้งก็ยังฟินฟิน

ตุรกีเที่ยวง่ายดีต่อใจ ไม่ต้องเสียเวลาขอวีซ่า เที่ยวได้นานถึง 30 วัน
แถมค่าครองชีพถูก ประหยัดงบในกระเป๋าได้เยอะเลย
แถมที่เที่ยวก็มากมาย บินไปเที่ยวกี่รอบก็ไม่มีเบื่อ ว่าแล้วก็หาเวลาจองตั๋วเครื่องบินไปตุรกีกันได้เลย

 

 

 

 

 

 

 

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *