100 Leh เท่ทุกมุม! | รีวิว Leh ในฤดูใบไม้ผลิ [PART1]

สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปเลห์ ดาลัก

ก่อนจะเริ่ม รีวิว Leh กวิ้นขอให้คำแนะนำและปูพื้นฐานให้เพื่อน ๆ ก่อนดีกว่า

  • เลห์ตั้งอยู่ทางอินเดียตอนเหนือ ดังนั้นต้องทำวีซ่าก่อน สามารถทำได้ในเว็บไซด์เลย (E-Visa) เค้าเพิ่งปรับราคาลงด้วย
  • เลห์ตั้งอยู่บนความสูงมาก คือไม่ต่ำกว่า 3,000 เมตร จึงควรกินยา Acetazolamide (diamox) เพื่อป้องกันโรคแพ้ความสูงค่ะ อันนี้ซีเรียสนะ ร่างกายความพร้อมก่อนไปเที่ยวนะคะ
  • ค่าครองชีพต่างๆ ค่อนข้างพอๆกับบ้านเรา แต่ที่นี่มีที่ละลายทรัพย์เยอะเด้อ ของน่ารัก ราคาถูกน่าซื้อฝาก
  • อาหารการกินหนักไปทางผัก แป้ง ไข่ ใครกินยากเอาอาหารแห้งไปด้วยจ้ะ แต่ขนาดกวิ้นที่กินที่กินยาก ยังกินได้แปลกใจอยู่
  • ปลั๊กไฟที่อินเดียเป็นแบบรูกลมสองหัวและสามหัว อย่าลืมพกหัวปลั๊ก Universal  มานะจ้ะ
  • internet แทบไม่มีสัญญานของค่ายใดใดทั้งสิ้น  บางโรงแรมก็มี จะมาที่นี่เตรียมใจตัดขาดจาก internet หน่อยนะ แต่เราชอบมาก เพราะถือว่าเป็นการ social detox อย่างนึงเลยล่ะ
  • การเดินทางในเลห์แนะนำให้เช่ารถ หรือ ถ้าใครแข็งแกร่งพอก็เช่ามอไซค์เก๋ ๆ ไป อย่างกวิ้นเองก็เดินทางด้วย minibus แบบ 12 ที่นั่งค่ะ ทริปนี้ไปหลายคน โดยมีพี่ธัญ เจ้าพ่อเลห์ จากเพจ TrailTrav  เป็นหัวหน้าแก๊งส์ค่ะ ใครสนใจอยากไป ติดต่อได้เลย รับรองรถพร้อม ไกด์พร้อม อาหารการกินอิ่มหน่ำสำราญจ้า  
  • ภาษา คนที่นี่พูดภาษาดาลักกี่เป็นหลัก แต่โดยรวมเค้าพูดภาษาอังกฤษได้ดีเลยค่ะ
  • Time Zone : ช้ากว่าเราประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งค่า
รีวิว Leh

DAY 0 : ON THE WAY TO LEH เดินทางจากไทยไปอินเดีย 

ทริปนี้เราออกเดินทางด้วยสายการบิน Jet Airways ใช่ค่ะ สายการบินนี้ปิดตัวไปแล้ว 55555TT55555 ในเลขห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่ที่แท้ทรู คือเสียดายมาก สายการบินนี้ดีมากเลยนะ คือเป็น Full Service มีเล้าจ์ให้บริการ แล้วราคาน่ารักอยู่ เสียดายจริง ๆ 

      บินมา 4 ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงสนามบิน New Delhi หลังจากนั้นก็เราก็ผ่านตม. รับกระเป๋าให้เรียบร้อย แล้วไปเช็คอิน โหลดกระเป๋าเพื่อไป Leh  ต่อในตอนเช้ามืด ที่สนามบินมีเก้าอี้แบบนอนได้ด้วยนะ ลองเลือกมุมดีๆ นอนรอต่อเครื่องไป Leh ในตอนเช้าสบายๆเลย ดีมากกก

Leh

DAY 1 REST DAY : Leh Palace – Tsemo fort 

กวิ้นขอเรียกวันนี้ว่าเป็นวันปรับตัวก็แล้วกัน เพราะแน่นอนว่าถ้าเป็นที่อื่นๆ วันแรกที่ไปถึง เราคงต้องรีบเที่ยวเพราะความตื่นเต้น แต่ที่ Leh สถานที่ที่พิเศษกว่าที่ไหน เมื่อมาถึงแล้วทุกคนจำเป็นต้องนอนพักค่ะ เพราะ Leh นั้นตั้งอยู่บนที่สูงมากกว่า 3,000 เมตร ถ้าไม่นอนให้ร่างกายปรับสภาพก่อน มีหวังแย่แน่ ๆ อาจจะเจอกับ Altitude sickness หรือโรคแพ้ความสูง ที่อันตรายมาก 

Leh Palace

ตื่นมาในช่วงบ่าย จะไปเที่ยว Leh Palace  และ Namgyal Tsemo  กันค่ะ  เริ่มแรกจาก Leh Palace ก่อนเลย ที่นี่เป็นพระราชวังเก่าแก่ สร้างขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 17 ตั้งอยู่บนเนินเขาใจกลางเมือง โดยมีต้นแบบจากทิเบต มีทั้งหมด 9 ชั้น โดยกษัตริย์ Deldan Namgyal สร้างเพื่อระลึกถึงผู้เป็นบิดา และยังเคยใช้เป็นที่ประทับของราชวงศ์แห่ง Ladakh ด้วยค่ะ

ที่นี่เราจะได้เห็นวิวเมืองเลห์แบบ 360 องศาเลยค่ะ มองจากข้างบนเขาลงมาจะเห็นบ้านเรือนหลังเล็ก ๆ มากมายฝั่งที่ดูแน่น ๆ เยอะ ๆ หน่อยเรียกว่า Old Leh ส่วนอีกฝั่งบ้านเรือนจะดูเป็นระเบียบและไม่แน่นคือ New Leh ช่วงที่กวิ้นไปถึงวันแรก ๆ ใบไม้กำลังเริ่มเปลี่ยนสีแล้ว เลยแอบมีใบไม้สีเหลือง ๆ แซมมาบ้าง  สวยดีเหมือนกันนะ

Leh

ภายใน Leh Palace มีพวกภาพเขียนด้วยนะคะ แต่เค้าห้ามถ่ายรูปแหละ ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนจะมาเที่ยว Leh Palace ให้โชว์พาสปอร์ตด้วยนะ เค้าจะลดค่าเข้าให้คนไทยด้วยแหละ ปกติ 300 รูปีก็จะเหลือ 30 รูปีเลย ขอบคุณมากจ้ะ my friend~

📍LEH PALACE
GPS :
https://goo.gl/maps/bfWzfr3gYswCHXVR9
Entrance fee : คนไทย 30 Rs ( ปกติ 300 Rs )

Tsemo fort

สถานที่ต่อมา เราก็ไปต่อกันที่ Namgyal Tsemo (นัมเกล เซโม) ค่ะ ที่นี่เป็นวัดและเป็นจุดชมวิวที่ถือเป็นมุมมหาชนก็ว่าได้ จุดชมวิวที่มีธงมนต์สวยงามมาก ๆ

Namgyal Tsemo ตั้งอยู่บนเทือกเขาสูงด้านหลัง Leh Palace สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 จุดเด่นของวัดแห่งนี้คือพระพุทธรูปสูงประมาณตึกสามชั้น ซึ่งถ้าใครอยากเข้าไปชมด้านใน ที่นี่มีค่าเข้า 20 รูปีค่ะ

Tsemo fort

จุดชมวิวนัมเกล เซโม นั่นมีมุมเท่ๆเยอะมาก โดยเฉพาะเป็นจุดที่มีธงมนต์เยอะมาก ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่า ธงมนต์นั้นมี 5 สี ซึ่งสื่อถึงธาตุทั้ง 5 คือ สีเหลือง หมายถึง ดิน สีเขียว หมายถึง น้ำ, สีแดง หมายถึง ไฟ, สีขาว หมายถึง ลม และสุดท้ายเป็นสีฟ้า หมายถึง อากาศธาตุ และบนธงมีข้อความที่มีเนื้อความเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ความทุกข์ ความเจ็บป่วย และสภาพธรรมชาติเขียนไว้ด้วยค่ะ

Leh

Namgyal Tsemo  นี่มีมุมเท่ๆ เยอะมากจริงๆ นะคะ อย่างมุมนี้คือเห็นทั้งธงมนต์ปลิวตามลมและตัวเมือง Leh ขอบอกว่าเท่งามมากกกกกกก

📍Namgyal Tsemo
GPS : https://goo.gl/maps/zyo2eKKBHfidEFPPA

Entrance fee : คนไทย 20 Rs

ความเท่อีกอย่างของการมา รีวิว Leh ครั้งนี้นอกจากวิวสวย ๆ แล้วคือเราได้มีโอกาสรับชม การแสดงของคนเลห์แท้ ๆ  โดยเรากลับไปที่พักของเรา Royal Heritage Resort ค่ะ ที่นี่ถือว่าโอเคมากๆ เพราะมีฮีทเตอร์ มี wifi(ที่สัญญาณขาดหายบ้าง) มีน้ำร้อนให้อาบ และอาหารยังอร่อยด้วยค่ะ ที่สำคัญวิวจ๋วยยย

Leh

การแสดงที่สุดพิเศษที่ทางรีสอร์ทเตรียมให้ชมมีหลายชุดเลยค่ะ นักแสดงมีทั้งชายและหญิง มีการเปลี่ยนเสื้อผ้าให้แตกต่างด้วย การเคลื่อนไหวของเค้าจะช้าๆ จังหวะกลาง ๆ หนักแน่นๆ มีการร้องเพลงไปตามเพลง ฟังไม่ออกหรอก แต่บรรยากาศมันพาไปสนุกเลย

รีวิว Leh

ที่สำคัญ เค้าให้คนดูออกไปมีส่วนร่วมตอนท้ายด้วยนะ จากอากาศที่หนาว ๆ ก็อุ่นขึ้นได้เพราะบรรยากาศการต้อนรับแสนอบอุ่นของชาวเลห์นี่แหละค่ะ 

📍Royal Heritage Resort
GPS : https://goo.gl/maps/Yby18iLjRzSHSaiZA

Price :  ประมาณ 4,800 Rs (~1900 บาท) ต่อคืน

Magnetic Hill

DAY 2 Lamayuru

วันนี้เป็นเราออกเดินทางโดยมีจุดหมาย คือเมือง Alchi ค่ะ ซึ่งการเดินทางวันนี้มีจุดแวะพักเยอะมาก มีแต่มุมเท่ ๆ ทั้งนั้น โดยเริ่มจากที่แรกเลย Magnetic Hill  มุมถ่ายรูปกับถนนเลห์ยอดฮิต อะ ตรงนี้ฮิตเพราะอะไร? คำตอบคือ เค้าบอกว่าถ้าดับเครื่องรถแล้วจอดไว้ เราจะเห็นเหมือนรถมันไหลขึ้นภูเขาได้เอง คือจริงๆแล้วรถมันไหลลงเนินอะ ไม่ได้มีไรเล้ยยย แค่ภาพมันลวงตาเฉย ๆ กวิ้นแบบ อีหยังวะ5555 แต่คือมันถ่ายรูปสวยจริงอะ ควรแวะแหละ จะได้รูปเท่ๆกลับมาแน่นอน

📍Magnetic Hill
GPS : https://goo.gl/maps/U5g5m6nEFj2bqCux8

Leh View

จุดที่ 2  Viewpiont นี้ ไม่รู้ชื่ออะไร 55555 แต่ไกด์ท้องถิ่นและไกด์พี่ธัญพาไป แหะๆ มุมนี้คุณลุงเค้าบินโดรนเลยได้มา การจะบินโดรนที่นี่ต้องปรึกษาไกด์ท้องถิ่นนะคะ เพราะเป็นพื้นที่อ่อนไหวทางการทหาร อย่าไปบินซี้ซั้วนี่โดนยิงร่วงเด้อ

รีวิว Leh

จุดที่ 3 แม่สองสายสองสีที่มาบรรจบกัน แม่น้ำสองสายคือ แม่น้ำสินธุ กับ แม่น้ำซันสการ์ ซึ่งสีของแม่น้ำทั้งสองไม่เหมือนกัน พอมาเจอกันมันก็สวยแปลกตาและกลายเป็นมุมเท่ๆไปเฉยเลยค่ะ

Leh Salad

หลังจากนั่งรถมาน๊านนานเราก็แวะทานข้าวเที่ยงกันที่ร้าน Sun&moon garden restaurant ที่เข้าไปปุ๊ปเจอคนไทยปั๊ป คือเป็นร้านที่คนไทยมาเยอะมาก เพราะไกด์พ่ามา ผ่าม! จริง ๆ อาหารร้านนี้อร่อยเลยนะ รสชาติดีเลย พวกคล้ายๆเกี๊ยวอะเราจำชื่อไม่ได้ คืออร่อยเลย กับพวกหมี่ผัดไข่ ดีเลยล่ะ แต่กวิ้นอยากจะขอนำเสนอเมนูนี้ เท่มาก มันคือสลัด! ใช่จ้ะ สลัดที่เลห์คือแบบนี้เลยแม่ ใครจะสั่ง โปรดจำภาพนี้ไว้ก๊อนนนนน

📍 Sun&moon garden restaurant
GPS :  https://goo.gl/maps/nsc2GeR9mT7sGHTJ7

Lamayuru Monastery

และแล้วเราก็มาถึง  Lamayuru Monastery แล้วค่ะ วัดลามายูรุ  เป็นวัดทางพุทธศาสนาแบบทิเบตที่เก่าแก่มาก มีอายุประมาณ 1000 ปี!! 

Lamayuru Monastery

ที่นี่ยังเหลือลามะประมาณ 150 รูป จากที่เมื่อก่อนมีประมาณ 400 รูปค่ะ ตอนนี้ส่วนใหญ่ลามะย้ายไปวัดอื่นๆ แล้ว

วัดนี้ตั้งอยู่บนภูเขาหินสูง ด้านล่างเป็นบ้านคน วิวที่นี่คือสวยมากๆ และสูงมากๆเลยค่ะ

📍Lamayuru Monastery 
GPS : https://goo.gl/maps/5wPEWuyDBbDWAiyd8

ออกจากวัด กวิ้นและพวกเพื่อนไปแวะกันที่  Moonland Lamayuru พื้นผิวแถวนี้มีลักษณะขรุขระคล้ายกับพื้นผิวบนดวงจันทร์ ก็เลยได้ชื่อว่า Moonland ค่ะ ง่ายๆแบบนี้แหละที่มาของชื่อ55555 แต่พื้นดวงจันทร์ที่นี่เท่กว่าที่ไหนๆ เพราะดวงจันทร์แห่งนี้มีภูเขาหิมะเป็นฉากหลัง  เท่มั้ยล๊าาาาา  

📍MoonlandLamayuru
GPS : https://goo.gl/maps/KzqmKoMueKJeRWyx9

Hotel Zimskan Alchi

หลังจากนั้นก็นั่งรถยาว ๆ ไปที่เมือง Alchi คืนนี้พักที่ Hotel Zimskan Alchi เป็นโรงแรมที่เปิดใหม่(ในตอนนั้น) แบบใหม่มาก ตอนที่กวิ้นไปเค้ายังไม่มีฮีตเตอร์เลย แต่เค้ามีถุงน้ำร้อนแจกให้แต่ละคนเลย ดี๊ดี แถมอาหารที่นี่คือจัดเต็มมาก อร่อยมากด้วยจ้า

📍 Hotel Zimskan Alchi
GPS : https://goo.gl/maps/F8Du4W9nVZZkScLb7
Price :  เริ้มต้นประมาณ 3,000 Rs (~1200 บาท) ต่อคืน

DAY 3 Alchi Monastery – Likir Monastery

วันที่สามของการเดินทาง วันนี้เริ่มต้นเบา ๆ ด้วยการชมวัด Alchi Monastery ค่ะ วัดนี้เป็นวัดตั้งอยู่บนพื้นราบระหว่างหุบเขา อยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ เดินจากโรงแรมที่พักไปนิดเดียวเองค่ะ ที่นี้แตกต่างจากวัดอื่นๆ ที่ไปมาตรงที่เป็นวัดไม้แกะสลัก และยังถูกยกย่องให้เป็นมรดกของชาติด้วยนะคะ ด้านในมีภาพเขียนสีโบราณวัดนี้ด้วยค่ะ แต่ไม่ให้ถ่ายรูปด้านใน เลยมีแต่รูปด้านนอกให้ชมค่า

📍 Alchi Monastery
GPS : https://goo.gl/maps/5cadRPhXLZZcuxPN6

Indus River

วัดนี้อยู่ติดกับแม่น้ำสินธุเลยค่ะ ด้านหลังวัดจะมีจุดชมวิวที่สวยมากค่ะ ตอนเราไปเริ่มหนาว น้ำที่ไหลจากเขาก็แห้งหมด แต่แม่น้ำยังคงสีสดใสอยู่เลย 

Likir Monastery
Likir Monastery

หลังจากนั้นเราเดินทางกลับไปที่ตัวเมืองเลห์ค่ะ  ระหว่างทางเราก็แวะเที่ยวกันต่อที่  Likir Monastery (วัดลิกีร์) วัดนี้สร้างเป็นชั้นๆ ไล่ระดับกันตามเขา

พระพุทธรูป

มีจุดเด่นคือ เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป Maitrieya Buddha (พระศรีอริยเมตไตรย) องค์สีทองที่มีความสูงประมาณ 23 เมตร ตั้งอยู่บริเวณระเบียงด้านหลังวัด

📍 Likir Monastery
GPS : https://goo.gl/maps/1KHBqmP3hnxuKxc19

ลงมาจากวัด Likir Monastery แถววิวสวยมาก เป็นถนนที่เห็นภูเขาสวย ๆ  และจอดรถถ่ายรูปเท่ ๆ ได้สนุกมาก ถ้ามาเลห์ไม่ได้ถ่ายรูปคู่กับรถบัสแบบนี้เหมือนมาไม่ถึงนะ 

Shanti Stupa

นั่งรถจนถึงเขตเมือง พวกเราก็แวะขึ้นไปเที่ยวที่ Shanti Stupa (เจดีย์สันติภาพ) เจดีย์ที่สามารถมองวิวเมืองได้แบบ 90 องศา เป็นเจดีย์ทรงโดมสีขาวขนาดใหญ่ โดยญี่ปุ่นเป็นผู้สร้างขึ้น ในปี ค.ศ.1991 เพื่อแสดงถึงสัญลักษณ์แห่งสันติภาพโลกและเป็นการฉลองครบรอบ 2,500 ปี ของศาสนาพุทธ

บนเจดีย์นี้สามารถมองเห็น Leh Palace ที่เราไปกันในวันแรกด้วยนะคะ เค้าบอกว่าถ้ามาเวลาพระอาทิตย์ตกดินจะได้เห็นโมเมนต์ที่สวยมาก

📍 Shanti Stupa
GPS : https://goo.gl/maps/AVH2VDrM8XqU5EJM7

ผ่านมาครึ่งทางสำหรับการ รีวิว Leh ใน Part 1 ค่า เขียนรีวิวมายาวมากเลยรอบนี้ กวิ้นเลยจะแบ่งพาร์ท เพื่อจะได้พาทุกคนติดสอยห้อยตามไปเที่ยวกันอย่างเต็มที่ นะ

ยังเหลืออีก 4 วันของการเดินทาง อย่าลืมอ่านกันน๊า

ไฮไลท์ Part 2 Click http://www.tidsoihoytam.com/2020/02/05/รีวิว-leh-02/

  • Khardungla Top  : ถนนที่สูงที่สุดในโลก
  • Nubra Valley  : เมืองในหุบเขา 
  • Hunder Sand Dune : ขี่อูฐที่ทะเลทราย
  • Diskit Monastery : วัดที่ตั้งองค์พระศรีอริยะเมตไตรยความสูง 32 เมตร
  • Turtuk Village : หมู่บ้านชายแดนปากีสถาน
  • Leh Bazar  : ช้อปกระจาย
  • Pangong  Lake: ทะเลสาปน้ำเค็มที่สูงที่สุดในโลก 
  • Chang La Pass : ถนนที่สูงเป็นสองอันดับสองของโลก
  • Stakna Monastery : วัดบนเนินเขาสูง
  • Matho Monastery : วัดลับ Hidden Gems
  • Special! เรียนรู้วัฒนธรรมคนเลห์แบบ local ๆ

Facebook Comments

Leave a Comment